Translate

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มหาวิหารนักบุญเปโตร

มหาวิหารนักบุญเปโตร (Basilica of Saint Peter)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

รูปจากทางอากาศของมหาวิหารนักบุญเปโตร
มหาวิหารนักบุญเปโตร[1] (อังกฤษ: Basilica of Saint Peter, ละติน: Basilica Sancti Petri) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่าเซนต์ปีเตอร์สบาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) เป็นมหาวิหารเอกหนึ่งในสี่แห่งในกรุงโรม นครรัฐวาติกัน (อีกสามมหาวิหาร คือ มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน มหาวิหารซันตามาเรียมัจโจเร และมหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง)

ประวัติ

มหาวิหารนักบุญเปโตรเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกันสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารสูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม โบสถ์นี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน[2] เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่ตั้งโบสถ์เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของนักบุญซีโมนเปโตรซึ่งเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซู คริสตจักรถือว่านักบุญเปโตรเป็นบิชอปองค์แรกของแอนติออก ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์ แรกของโรม เพราะนิกายโรมันคาทอลิกเชื่อกันว่าร่างของนักบุญเปโตรถูกฝังไว้ที่นี่ จึงเป็นประเพณีกันต่อมาว่าพระสันตะปาปาหลายองค์ก็ฝังไว้ที่นี้
ตัวมหาวิหารปัจจุบันเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1506 บนโบสถ์แบบคอนสแตนติน และเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1626
แต่เดิมนั้นมหาวิหารนักบุญเปโตรมิได้เป็นสถานที่พำนักประจำตำแหน่งของพระ สันตะปาปาเช่นปัจจุบันนี้ (สถานที่ประจำตำแหน่งของสันตะปาปาเดิมอยู่ที่มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน) ถึงกระนั้นก็ยังถือกันว่าเป็นโบสถ์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะโบสถ์ตั้งอยู่ในตัวนครรัฐวาติกันเอง และมีเนื้อที่มาก การทำพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปาก็จะมาทำกันที่นี่ นอกจากนั้นก็ยังมีธรรมาสน์นักบุญเปโตร ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบัลลังก์ของนักบุญเปโตรเองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็น สันตะปาปาที่นี่ แต่ปัจจุบันนี้เก้าอี้นี้ไม่ได้ใช้เป็นบัลลังก์บิชอปอีกแล้ว แต่ยังเก็บไว้ไต้ฐานแท่นบูชาที่ออกแบบโดยจัน โลเรนโซ แบร์นีนี[3]

มหาวิหารนักบุญเปโตรเดิม

มหาวิหารนักบุญเปโตร จากภาพเขียนโดยวิวีอาโน โกดัซซี (Viviano Codazzi) เมื่อ ค.ศ. 1630 หอสองหอที่เห็นในภาพถูกรี้อภายหลัง
มหาวิหารนักบุญเปโตรเดิมเป็นโบสถ์ที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ซึ่งมีรูปทรงแบบบาซิลิกา พอมาถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาก็อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากเพราะพระสันตะปาปาย้ายที่พำนักไปอยู่ที่เมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1309 - 1377 (เรียกว่าอาวีญงปาปาซี) การตัดสินใจสร้างมหาวิหารใหม่ก็เพื่อจะได้สร้างมหาวิหารที่ใหม่กว่าและใหญ่ กว่าเดิมมากได้สะดวก การใช้ชื่อมมหาวิหารนักบุญเปโตรเดิมก็ใช้มาตั้งแต่เมื่อสร้างมหาวิหาร ปัจจุบัน เพี่อเป็นการแสดงถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งก่อสร้างปัจจุบันและสิ่งก่อสร้าง เดิม[4]

ที่ฝังศพนักบุญเปโตร

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1950 ระหว่างการออกอากาศทางวิทยุสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ประกาศว่าได้มีการค้นพบที่ฝังศพนักบุญเปโตร[5] หลังจากที่นักโบราณคดีใช้เวลา 10 ปีศึกษาขุดค้นห้องใต้ดิน (crypt) ภายในมหาวิหาร

ที่ฝังศพอื่น ๆ

ภายในมหาวิหารมีที่ฝังศพกว่าร้อยที่ บางที่อยู่ภายในถ้ำวาติกัน (Vatican grotto) ซึ่งอยู่ภายใต้มหาวิหาร ภายในถ้ำมีพระสันตะปาปาฝังไว้ 91 องค์ บุคคลสำคัญที่ฝังภายในมหาวิหารก็มี

หินอ่อนจากโคลอสเซียม

เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 เริ่มสร้างมหาวิหาร พระองค์สั่งซื้อหิน 2,522 เล่มเกวียนจาก โคลอสเซียมที่อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม เงินที่ซื้อหินเอามาจากสมบัติที่ขนมาจากเยรูซาเลมเมื่อ เยรูซาเลมเสียเมือง และจากการทำลายโบสถ์โดยนายพลของจักรพรรดิเวสปาเชียน (Vespasian) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นจักรพรรดิไททัส (Titus) เมื่อ ค.ศ. 70


อ้างอิง


  • จตุรัสมหาวิหารนักบุญเปโตร

  • St. Peter's Basilica, Vatican City sacred-destinations.com (อังกฤษ)

  • St. Peter's Basilica aviewoncities.com (อังกฤษ)

  • Boorsch, Suzanne (Winter 1982-1983). "The Building of the Vatican: The Papacy and Architecture". The Metropolitan Museum of Art Bulletin 40 (3): 4–8. (อังกฤษ)

  • "University of Alberta Express News". In search of St. Peter's Tomb. สืบค้นเมื่อ 2006-12-25. (อังกฤษ)

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    น้ำพุเทรวี

    น้ำพุเทรวี (Trevi Fountain)

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
    น้ำพุเทรวี (อิตาลี: Fontana di Trevi, อังกฤษ: Trevi Fountain') เป็นน้ำพุที่ตั้งอยู่ที่เทรวี ริโอเนในกรุงโรมในประเทศอิตาลี เป็นน้ำพุที่มีความสูง 25.9 เมตร (85 ฟุต) และกว้าง 19.8 เมตร (65 ฟุต) และน้ำพุแบบบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม

    เนื้อหา

    ประวัติก่อน ค.ศ. 1629 ของสะพานส่งน้ำและที่ตั้งของน้ำพุ

    น้ำพุเทรวีตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง (tre vie)[1] ที่เป็นจุดจบ[2] ของสะพานส่งน้ำแวร์จิเน (Acqua Vergine) “สมัยใหม่”, สะพานส่งน้ำเวอร์โก (Aqua Virgo) และสะพานส่งน้ำของโรมันโบราณ ในปี 19 ก่อนคริสต์ศักราชมีตำนานที่ว่าเจ้าหน้าที่โรมันพบแหล่งน้ำสะอาดราว 13 กิโลเมตรจากตัวเมืองด้วยความช่วยเหลือของสาวพรหมจารี (ภาพนี้ปรากฏอยู่ด้านหน้าของน้ำพุปัจจุบัน) แต่เมื่อสร้างสะพานส่งน้ำขึ้นสะพานก็ยาวถึง 22 กิโลเมตร สะพานส่งน้ำ “สะพานส่งน้ำเวอร์โก” นี้ส่งน้ำมายังโรงอาบน้ำของมาร์คัส วิพซานิอัส อกริพพา และใช้เป็นสะพานส่งน้ำสำหรับเมืองโรมเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปี[3] การเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวเมืองโรมเกิดขึ้นเมื่อชนกอธที่ล้อมกรุงโรมระหว่างปี ค.ศ. 537 ถึงปี ค.ศ. 538 ทำลายสะพานส่งน้ำ โรมันยุคกลางจึงต้องหันมาใช้น้ำจากบ่อและจากแม่น้ำไทเบอร์ซึ่งใช้เป็นท่อระบายน้ำโสโครกไปด้วย
    ประเพณีโรมันคือการสร้างน้ำพุอันสง่างามตรงปลายสุดของสะพานส่งน้ำมารื้อฟื้นกันอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ในปี ค.ศ. 1453 สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ก็ทรงซ่อมสะพานส่งน้ำแวร์จิเนเสร็จและทรงสร้างอ่างน้ำพุง่ายๆ ที่ออกแบบโดยสถาปนิกมนุษย์นิยมลีออน บาตติสตา อัลเบอร์ติเพื่อเป็นการฉลองน้ำที่มาถึง[4]

    น้ำพุปัจจุบัน

    การว่าจ้าง, การก่อสร้าง และ การออกแบบ

    ในปี ค.ศ. 1629 สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 ก็ทรงพบว่าน้ำพุเดิมไม่ใหญ่โตพอ พระองค์จึงทรงให้จานโลเรนโซ แบร์นินีออก แบบน้ำพุใหม่ แต่เมื่อเออร์บันสิ้นพระชนม์โครงการก็ระงับไป สิ่งที่แบร์นินีทำคือย้ายที่ตั้งของน้ำพุไปทางอีกด้านหนึ่งของจตุรัสให้หัน ไปทางวังคิรินาล (Quirinal Palace) แม้ว่าโครงการของแบร์นินีจะเป็นการรื้อทิ้งสำหรับน้ำพุซาลวิ แต่ก็ยังมีร่องรอยของแบร์นินีในน้ำพุที่สร้างใหม่ ร่างที่ออกแบบโดยเปียโตร ดา คอร์โทนาก็ยังคงรักษาไว้ที่อัลแบร์ตินาในเวียนนาและอีกหลายแบบที่เขียนกันในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ไม่ได้ลงชื่อ และโครงการที่เชื่อกันว่าเป็นของนิโคลา มิเคตติ[5] อีกแบบหนึ่งเชื่อว่าออกโดยเฟอร์ดินานโด ฟูกา[6] and a French design by Edme Bouchardon.[7]
    ระหว่างสมัยบาโรกก็มีการแข่งขันออกแบบสิ่งก่อสร้างต่างๆ กันขนานใหญ่ที่รวมทั้งน้ำพุและแม้แต่บันไดสเปน ในปี ค.ศ.1730 สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 12 ก็ทรงจัดการแข่งขันออกแบบที่นิโคลา ซาลวิเดิมแพ้แก่อเลสซานโดร กาลิเลอิ — แต่ประชาชนโรมก็ประท้วงเพราะกาลิเลอิเป็นชาวฟลอเรนซ ซาลวิจึงกลับมาได้รับสัญญาจ้างแทนที่[8] การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1732 และเสร็จในปี ค.ศ. 1762 นานหลังจากพระสันตะปาปาคลีเมนต์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เมื่อประติมากรรมโอเชียนัส (เทพเจ้าแห่งน้ำ) โดยปิเอโตร บรัคชิ (Pietro Bracci) ได้รับการติดตั้งในช่องกลางน้ำพุ
    ซาลวิเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1751 เมื่อน้ำพุสร้างไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง แต่ก่อนที่จะเสียชีวิตซาลวิก็จงใจที่จะซ่อนป้ายช่างตัดผมที่ไม่ต้องตาโดยการ ซ่อนอยู่ข้างหลังแจกันใหญ่ที่เรียกว่า “asso di coppe”
    น้ำพุเทรวีสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1762 โดยโจวานนิ เปาโล ปานนินิ (Giovanni Paolo Pannini) ผู้สร้าง “ทริเวีย” สาวพรหมจารีแทนที่อุปมานิทัศน์ของอกริพพาที่วางไว้แต่เดิม

    การบูรณปฏิสังขรณ์

    น้ำพุเทรวีได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในปี ค.ศ. 1998 โดยการทำความสะอาดงานหินและสร้างระบบปั๊มน้ำใหม่
    ในแต่ละวัน มีผู้โยนเหรียญลงไปในน้ำพุเทรวีราว 3,000 ยูโร โดยการยืนหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามศีรษะตนเองลงไป ซึ่งเงินจำนวนนี้นำไปใช้ในการบำรุงซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับผู้ยากจนในกรุงโรม แต่ก็ยังมีผู้พยายามขโมยเงินในอ่างน้ำพุอยู่เสมอ[9] การโยนเหรียญลงในน้ำพุนี้เป็นความเชื่อตั้งแต่ยุคโรมันโบราณที่ว่าหากใครทำเช่นนี้แล้วจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีก[10]
    ในกลางปี ค.ศ. 2014 ได้มีการบูรณะน้ำพุเทรวีอีกครั้ง โดยเป็นการระดมเงินบริจาคเพื่อการนี้จากบริษัทเอกชนและบุคคลทั่วไป เนื่องจากทางการไม่มีงบประมาณเพียงพอ กำหนดเสร็จในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 2015[10]

    อ้างอิง

    Bibliography

    Notes



  • Though other etymologies have been suggested, this is the straightforward modern etymology adopted by Pinto 1986 and others.

  • The technical Italian term for such a "terminal fountain" is a mostra ("display"): Peter J. Aicher, "Terminal Display Fountains ("Mostre") and the Aqueducts of Ancient Rome" Phoenix 47.4 (Winter 1993:339-352).

  • Pintochs. I and II.

  • Hanns Gross, Rome in the Age of Enlightenment: the Post-Tridentine syndrome and the ancien régime. (Cambridge University Press) 1990:28.

  • John A. Pinto, "An Early Project by Nicola Michetti for the Trevi Fountain" The Burlington Magazine 119 No. 897 (December 1977:853-857).

  • Pinto, John; Elisabeth Kieven (December 1983). "An Early Project by Ferdinando Fuga for the Trevi Fountain in Rome". The Burlington Magazine 125: 746–749, 751.

  • Pinto 1986. Bouchardon's drawing is conserved in the Musée Vivènal, Compiègne.

  • Gross, Hanns (1990). Rome in the Age of Enlightenment: the Post-Tridentine syndrome and the ancien regime. New York: Cambridge University Press. p. 28. ISBN 0521372119.

  • http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/6188052.stm BBC News. Trevi coins to fund food for poor.


    1. "ทันโลก". ไทยพีบีเอส. 30 August 2014. สืบค้นเมื่อ 3 September 2014

     

    แหล่งข้อมูลอื่น

    วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ น้ำพุเทรวี

    วิหารแพนธีออน

    Rome: วิหารแพนธีออน (Pantheon) กับโอคูลุส ดวงตาแห่งสวรรค์

    Rome: วิหารแพนธีออน (Pantheon) กับโอคูลุส ดวงตาแห่งสวรรค์

        มหาวิหารแพนธีออน ที่มาอายุกว่า 2,000 ปี (แข็งแรงมาก) แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะแห่งการสร้างสรรค์ของสถาปนิกสมัยโบราณกับเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร คือ เป็นวิหารทรงกระบอก กว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเท่ากัน ไม่มีเสาค้ำกลางคอยรับน้ำหนักทั้งที่มีขนาดใหญ่โต ทางเข้าด้านหน้าทำเป็นมุขที่มีหลังคาสามเหลี่ยมหน้าจั่วและมีเสาตั้งเรียงกันอยู่เหมือนวิหารกรีก และมีหลังเป็นคาโดมโค้งมนมีช่องวงกลมขนาดใหญ่ตรงกลางให้แสงผ่านเข้ามา เรียกช่องนี้ว่า “โอคูลุส” (Oculus) 
    pan5

    โอคูลุส แปลว่า ตา ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของตาจากสวรรค์ ช่องแสงขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ฟุตนี้มีความเชื่อกันว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แต่เมื่อเร็วๆ นี้ นักประวัติศาสตร์เสนอคำอธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับรูรับแสงนี้ว่ามันถูกสร้าง ขึ้นเพื่อใช้เป็นนาฬิกาแดดและช่วยส่องแสงสว่างให้กษัตริย์ในอดีตในขณะที่ เสด็จมาประกอบพิธีสำคัญๆ ภายในวิหาร โดยร่างของกษัตริย์จะถูกอาบด้วยลำแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาผ่านช่อง แสงนี้

    pan1

    ในขณะที่โอคูลุสเป็นช่องทางเพียงช่อง เดียวที่แสงสว่างจะสาดส่องเข้ามา มันยังเป็นช่องที่ทำให้น้ำฝนไหลเข้ามาในวิหารด้วย จึงมีการทำมีรูเล็กๆ ที่พื้นวิหารเพื่อใช้เป็นที่ระบายน้ำฝนผ่านท่อไปออกแม่น้ำไทเบอร์  ท่อระบายน้ำนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ตอนสร้างวิหารแล้วค่ะ เห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้สถาปัตนิกสมัยนั้นเค้ารอบคอบจริงๆ ไม่เหมือนคนเราสมัยนี้ที่ชอบสร้างแล้วซ่อม ไม่ทำให้ดีตั้งแต่แรก 

    pan3

    ช่องแสงโอคูลุสนี้เป็นปริศนาสำหรับหลายๆ คนว่าสร้างไว้เพื่ออะไร นักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งค้นพบว่าช่องรับแสงนี้จะ รับแสงอาทิตย์ให้สาดส่องเข้ามาภายในวิหารในวัน “อิควินอกซ์”  (Equinox) หรือวันวิษุวัต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก พอดี หรือเป็นช่วงที่เวลาในตอนกลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือราววันที่ 21 มีนาคม และ 22 กันยายน รวมถึงวันที่ 21 เมษายนซึ่งเป็นวันที่เชื่อกันว่าเป็นวันที่มีการค้นพบกรุงโรมด้วย

    pan4

    เรื่องของดวงอาทิตย์และเวลามีความเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างของสถาปัตยกรรมยุคโรมันอย่างลึกซึ้ง เพราะทั้ง 2 ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ ทางจักรวาลวิทยา การให้แสงอาทิตย์อาบไปบนร่างของกษัตริย์ที่เสด็จมาถึงวิหารอาจจะทำให้เกิด ปฏิกิริยาบางอย่างและยังเป็นการเชิดชูหรือยกย่องสถานภาพของกษัตริย์ให้เทียบ เท่ากับพระเจ้าอีกด้วย และถ้าเป็นช่วงเที่ยงของวันที่ 21 เมษายน แสงแดดจะส่องไปถึงทางเข้าวิหารเลยทีเดียว

    pan2

    งานวิจัยเชื่อว่าวิหารแห่งนี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบสุริยะ ทำให้มีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือเชื่อมโยงดวงอาทิตย์เข้ากับพลังอำนาจของ โรมันและส่งเสริมให้กษัตริย์มีอำนาจในการปกครองประเทศ


    pan9

    นอกจากนี้วิหารแพนธีออนยังใช้เป็นสถานที่ฝังศพกษัตริย์ บุคคลในราชวงศ์และบุคคลสำคัญ เช่น พระศพของกษัตริย์ 2 พระองค์สุดท้ายของอิตาลีคือ พระเจ้าวิกเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 และพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 และยังมีศพของ ราฟาเอล จิตรกรชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ในยุคฟื้นฟู ศิลปวิทยาด้วย 

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA 

    Cr: http://eurofollowme.com/rome-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99-pantheon-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82/



    ศิลปะโรมัน

    ศิลปะโรมัน (พ.ศ.340 - พ.ศ.870)
                   แบบอย่างศิลปะโรมันปรากฎลักษณะชัดเจนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 เรื่อยมาจนกระทั่งประมาณ พ.ศ.1040 โดยในช่วงเวลาหลังได้เปลี่ยนสาระเรื่องราวใหม่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา คริสต์ สืบต่อมาเป็นเวลาอีกนานมาก    จนกระทั่งเมื่อกรุงคอนสะแตนติโนเปิลได้กลายเป็นเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิ โรมัน  ในปี พ.ศ.870 ทำให้สมัยแห่งโรมันต้องสิ้นสุดลง แหล่งอารยธรรมสำคัญของโรมัน คือ อารยธรรมกรีกและอีทรัสกัน
    จิตรกรรม
                   จิตรกรรมของโรมัน อาศัยจากการค้นคว้าข้อมูลจากเมืองปอมเปอี สตาบิเอ และเฮอร์คิวเลนุม  ซึ่งถูกถล่มทับด้วยลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส    เมื่อ พ.ศ. 622 และถูกขุดค้นพบในสมัยปัจจุบัน จิตรกรรมฝาผนังประกอบด้วยแผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า   ซึ่งมักเลียนแบบหินอ่อน  เป็นภาพทิวทัศน์  ภาพคน  และภาพเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมมีการใช้แสงเงา และกายวิภาคของมนุษย์ชัดเจน  เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกับกาวน้ำปูนและสีขี้ผึ้งร้อน   นอกจากการวาดภาพ ยังมีภาพประดับด้วยเศษหินสี (Mosaic)  ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งบนพื้นและผนังอาคาร
    ประติมากรรม
                   ประติมากรรมของโรมัน รับอิทธิพลมากจากชาวอีทรัสกันและกรีกยุคเฮเลนิสติก  แสดงถึงลักษณะที่ถูกต้องทางกายภาพ   เป็นแบบอุดมคติที่เรียบง่าย  แต่ดูเข้มแข็งมาก  ประติมากรรมอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ ประติมากรรมรูปนูนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  มีรายละเอียดของเรื่องราว เหตุการณ์ถูกต้อง ชัดเจน ประติมากรรมโรมันในยุคหลัง ๆ  เริ่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา มากเป็นพิเศษ  วัสดุที่ใช้สร้างประติมากรรมของโรมันมักสร้างขึ้นจาก ขี้ผึ้ง ดินเผา หิน และสำริด
    สถาปัตยกรรม
                   สถาปัตยกรรมโรมัน ได้แก่อาคารต่าง ๆ ส่วนมากเป็นรูปทรงพื้นฐาน  วัสดุที่ใช้สร้างอาคารได้แก่ ไม้ อิฐ ดินเผา หิน ปูน และคอนกรีต  ซึ่งชาวโรมันเป็นชาติแรกที่ใช้คอนกรีตอย่างกว้างขวาง และพัฒนา รูปแบบออกจากระบบเสาและคาน ไปสู่ระบบโครงสร้างวงโค้ง  หลังคาทรงโค้ง  หลังคาทรงกลม และหลังคาทรงโค้งกากบาท มีการนำสถาปัตยกรรมที่สำคัญของกรีกทั้ง 3 แบบ  มาเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้วิจิตรบรรจงขึ้นชาวกรีกใช้เสาเป็นส่วนหนึ่งของ โครงสร้าง   แต่ชาวโรมันมักจะเพิ่มการตกแต่งลงไป โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ทางโครงสร้าง เท่าไรนัก  ลำเสาของกรีกจะเป็นท่อน ๆ นำมาวางซ้อนต่อกันขึ้นไป  แต่เสาของโรมันจะเป็นเสาหินท่อนเดียวตลอด  รูปแบบ อนุสาวรีย์ที่พบมากของโรมัน คือ ประตูชัย เป็นสิ่งก่อ สร้างตั้งอิสระประดับตกแต่งด้วยคำจารึก  และรูปนูนบรรยายเหตุการณ์ที่เป็นอนุสรณ์ สถาปัตยกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรมัน คือ สะพานส่งน้ำ  ซึ่งใช้เป็นทางส่งน้ำจากภูเขามาสู่เมืองต่าง ๆ ของชาวโรมันเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของโรมัน อย่างเห็นได้ชัด
                   สถาปัตยกรรม โรมัน ในช่วง พ.ศ. 600 - 873 ได้สะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งและอำนาจของจักรวรรดิโรมัน   อาคารสถาปัตยกรรมมีขนาดกว้างใหญ่  และมีการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือย  มีการควบคุมทำเลที่ตั้ง  การจัดภูมิทัศน์อย่างพิถีพิถัน   มีการสร้างลานชุมนุมชาวเมือง  โรงมหรสพหรือสนามกีฬา  โรงอาบน้ำสาธารณะ และอาคารที่พักอาศัยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก   ภายในอาคารมักประดับด้วยหินอ่อน  หินสี  และประติมากรรมแกะสลักตกแต่งอย่างสวยงาม
                   โฟรัม (Forum)  เป็นย่านชุมนุมชน สถานที่ราชการ ตลาด  โฟรัมจะมีลักษณะเป็นลานกว้างแต่บางแห่งอาจจะมีหลังคา บริเวณรอบๆจะรายล้อมด้วย อาคาร สถานที่ราชการ วิหาร หอสมุด ที่มีชื่อเสียงในสมัยจักรวรรดินี้คือ โฟรัมของทราจัน (Forum of Trajan)  
                   วิหาร (Temple) ที่สำคัญในยุคจักรวรรดิต้นคือ วิหารแพนเธออน(Pantheon) สร้างขึ้นราว 27-25 BC.  โดยจักรพรรดิมาร์คุส  วิบซานิอุส  อะกริบปา
                   บาซิลิกา (Basilica)  เป็นชื่อเรียกอาคารขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นศาลยุติธรรมและอาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีชื่อเสียงมากคือ บาซิลิกา อุลปิอา (Basilica Ulpia)  และบาซิลิกาโนวา (Basilica Nova)
                   สะพานและท่อส่งน้ำ (Bridges and Aqueduct)  การ ทำท่อน้ำมีทั่วไปในอาณาจักรโรมันเพื่อบริการน้ำสะอาดแก่ประชาชน บางแห่งต้องลำเลียงน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่ม  ท่อน้ำที่มีสะพานรองรับยกระดับน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่มที่มีชื่อเสียงมาก คือ Pont Du Gard ที่เมืองนิมส์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีช่วงที่ข้ามช่องเขาหลายตอนด้วยกัน การก่อสร้างแบบประตูโค้ง
                   โรงละครและสนามกีฬา (Theatres and Amphitheatres)  เป็นสถานที่พักผ่อนชมกีฬา ชาวโรมันมีด้วยกันหลายแห่งแห่งที่มีชื่อคือ Colosseum   เป็นโรงมหรสพรูปวงกลมที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ สำหรับเกมกีฬาต่อสู้และความบันเทิงของสาธารณชน
                   ประตูชัย (Triumphal Arch)  สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงคราม สร้างโดยจักรพรรดิ์ นิยมสร้างคร่อมถนนโดยทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ตรงกลางทำเป็นทางลอดและประตูโค้ง บริเวณส่วนหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมและข้อความจารึกเหตุการณ์หรือ วีรกรรมของผู้สร้างที่ได้ชัยชนะจากสงคราม
                   โรงอาบน้ำสาธารณะหรือเธอร์เม(Thermae or Bath)   Thermae มาจาก Thermos แปลว่า ร้อน ในภาษากรีก  ใช้สำหรับเรียกชื่ออาคารสถานที่ที่ใช้สำหรับอาบน้ำกับที่ออกกำลังกายในร่ม ของชาวโรมัน เธอร์เม ที่สำคัญเป็นของจักรพรรดิคาราคารา (Bath of Caracalla) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 211  มีความกว้าง 120 หรา ยาว 240 หราจุคนได้ 1600 คน
                   สนามกีฬาหรือเซอร์คัส (Circus) ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของโรมันอีกแห่ง ส่วนใหญ่ใช้แข่งม้า ที่มีชื่อเสียงมากคือสนามกีฬา แมกซิมุส The Circus Maximus
    Cr: http://www.ipesk.ac.th/ipesk/home/VISUAL%20ART/lesson428.html 



    วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

    สถาปัตยกรรมโรมัน

    สถาปัตยกรรมโรมัน

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

    สถาปัตยกรรมโรมัน (อังกฤษ: Architecture of ancient Rome) เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมของโรมันโบราณที่ประยุกต์มาจากสถาปัตยกรรมกรีกตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 12 ก่อนคริสต์ศักราชมาเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมของตนเอง ลักษณะสถาปัตยกรรมทั้งสองถือว่าเป็น “สถาปัตยกรรมคลาสสิก
    นอกจากลักษณะสถาปัตยกรรมที่นำมาจากกรีกแล้วโรมันยังรับอิทธิพลเกี่ยวเนื่องเช่นการสร้าง “ห้องทริคลิเนียม” (Triclinium) ในคฤหาสน์โรมันเป็นห้องกินข้าวอย่างเป็นทางการ และจากผู้ที่มีอำนาจมาก่อนหน้านั้น--วัฒนธรรมอีทรัสคัน--โรมันก็นำความรู้ต่างทางสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ใช้เช่นการใช้ระบบไฮดรอลิคและการก่อสร้างซุ้มโค้ง
    ปัจจัยทางสังคมเช่นความมั่งคั่งและจำนวนประชากรที่หนาแน่นในมหานครทำให้ โรมันต้องพยายามหาหนทางใหม่ในการแก้ปัญหาทางสถาปัตยกรรมอันเป็นผลที่ตามมา การใช้ ยอดโค้ง (Vault) และ ซุ้มโค้ง ประกอบกับความรู้เกี่ยวกับวัสดุสำหรับการก่อสร้างเป็นต้นที่สามารถทำให้ โรมันประสบกับความสำเร็จเช่นที่ไม่เคยมีมาก่อนในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างอัน ใหญ่โตน่าประทับใจสำหรับสาธารณชน ตัวอย่างเช่นสะพานส่งน้ำโรมัน, โรงอาบน้ำไดโอคลีเชียน และ โรงอาบน้ำคาราคัลลา, บาซิลิกา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือโคลอสเซียมในกรุงโรม ซึ่งกลายมาเป็นแบบจำลองในการสร้างสถาปัตยกรรมแบบเดียวกันที่มีขนาดย่อมกว่า ตามมหานครและนครต่างๆ ไปทั่วทั้งจักรวรรดิ สิ่งก่อสร้างบางชิ้นก็ยังหลงเหลืออยู่ในรูปแบบที่เกือบสมบูรณ์เช่นกำแพงเมืองลูโกในฮิสปาเนียทาร์ราโคเนนซิสทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน
    การก่อสร้างสิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตนอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมแล้วก็ยังเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อถึงความเป็นมหาอำนาจของจักรวรรดิโรมันอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากตึกแพนธีอันโดยเฉพาะในการสร้างใหม่ตามแบบของจักรพรรดิเฮเดรียนที่ ยังคงตั้งอยู่อย่างสง่างดงามเช่นเมื่อสร้างใหม่ นอกจากแพนธีอัน จักรพรรดิเฮเดรียนก็ยังทรงทิ้งร่องรอยทางสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ไว้ทางตอน เหนือของบริเตนในรูปของกำแพงเฮเดรียนที่ใช้เป็นเส้นพรมแดนทางตอนเหนือสุดของจักรวรรดิ และเมื่อพิชิตสกอตแลนด์เหนือขึ้นไปจากกำแพงเฮเดรียนได้ ก็ได้มีการสร้างกำแพงอันโตนินขึ้น


    อ้างอิง

    • Adam, Jean-Pierre, Roman Building: Materials and Techniques, Indiana University Press, 1994
    • Fletcher, Banister; Cruickshank, Dan, Sir Banister Fletcher's a History of Architecture, Architectural Press, 20th edition, 1996 (first published 1896). ISBN 0-7506-2267-9. Cf. Part Two, Chapter 10.
    • Lancaster, Lynne C., Concrete Vaulted Construction in Imperial Rome, Cambridge University Press, 2005
    • MacDonald, William L., The Architecture of the Roman Empire I: An Introductory Study, Yale University Press, 1982
    • MacDonald, William L., The Architecture of the Roman Empire II: An Urban Appraisal, Yale University Press, 1986
    • Rowland, Ingrid D.; Howe, Thomas Noble, Vitruvius: Ten Books on Architecture, Cambridge University Press, 1999
    • Sear, Frank, Roman Architecture, Cornell University Press, 1989
    • Wilson-Jones, Mark, Principles of Roman Architecture, Yale University Press, 2000